วันอังคาร ที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ.2554
สาระโดย: phim ( เข้าชม : 1923 )
————————————————————————————————————————————

                                 
                                                                             
ความเป็นมา

หลักการและเหตุผล

                                                           โครงการพัฒนาเครือข่ายการศึกษาทั้งระบบ

             ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) โดยสร้างเครือข่ายความเร็วสูงเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย/สถาบัน และวิทยาเขตสารสนเทศ (ณ ขณะนั้นเป็นทบวงมหาวิทยาลัย) เพื่อจัดการเรียนการสอนทางไกลแบบสองทาง โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ และให้จัดตั้งสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการ ศึกษา เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปส่วนราชการ โดยรวมสถาบันการศึกษาระดับ อุดมศึกษาอยู่ภายใต้สังกัด/กำกับของสำนักงานคณะกรรรมการอุดมศึกษา จากเดิม 24 แห่ง เป็น 78 แห่ง และหากนับรวมถึงวิทยาเขต/วิทยาเขตสารสนเทศ วิทยาลัยชุมชน และหน่วยงานทางการศึกษาอื่นๆในสังกัด/กำกับ รวมจำนวนกว่า 200 แห่งนั้น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา จึงได้พิจารณาเห็นชอบให้จัดทำแผนและดำเนินการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาให้สามารถให้บริการกับสถาบัน อุดมศึกษาทุกแห่งในสังกัด/กำกับ ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดการศึกษา ระดับอุดมศึกษาซึ่งได้ตั้งเป้าหมายให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายฯ อย่างน้อย 100-1000 Mbps ตามแผนการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาปี 2550-2553 นั้น จากแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี สกอ. ได้กำหนดประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการศึกษาต่างๆ โดยประเด็นที่สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ดำเนินการได้ทันที เช่น 1) การสมานรอยต่อระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 2) เพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสนับสนุนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาวิจัย และ 3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ ให้เอื้อต่อการพัฒนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบกับแผนพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ปี 2550 – 2553 ตามข้างต้น ซึ่งได้ออกแบบและพัฒนาระบบให้เอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายฯ ให้มีความเข้มแข็งให้สามารถรองรับการพัฒนาขีดความสามารถมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัย การพัฒนาเครือข่ายฯให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ของการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะการเชื่อม/สมานรอยต่อระหว่างการศึกษา ขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา อีกทั้งเป็นการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด 

               ปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลมีนโยบายขยายการศึกษาภาคบังคับในการศึกษาขั้นต้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) จาก 6 ปี เป็น 9 ปี และ 12 ปี ตามลำดับปริมาณเด็กจะเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ แต่ขณะนั้น สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยมีกำลังการรับเด็กเข้าเรียนต่อได้ไม่ถึง 60,000 คน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในด้านสถานที่สำหรับให้เด็กเข้าศึกษาต่อไม่เพียงพอ

ในขณะนั้น สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคมีไม่มากนักจะได้เห็นจากจำนวนสถาบันอุดมศึกษา 195 แห่งนั้น ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครถึง 68 แห่ง ที่เหลือ 127 แห่ง กระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ อยู่ในจังหวัดหลักในแต่ละภาคของประเทศรัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาคของประเทศมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และสามารถใช้ทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเอง

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ทบวงมหาวิทยาลัย ในขณะนั้น) ได้ศึกษาปัญหาและหาแนวทางในการแก้ไขเรื่องการขยายโอกาสอุดมศึกษาไปยังภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นการจัดการศึกษาทางไกลผ่านระบบสารสนเทศ ( Information Technology ) อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้เสนอโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี และในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 และคราวประชุมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2539

โครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการโครงการขยายโอกาสอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค โดยจัดตั้งเป็นวิทยาเขตสารสนเทศ จำนวน ทั้งสิ้น 37 แห่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ทบวงมหาวิทยาลัย) ได้ดำเนินการจัดตั้งวิทยาเขตสารสนเทศไปแล้ว 22 แห่ง และมหาวิทยาลัย (สถาบันการศึกษาขั้นสูง) 3 แห่ง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

ต่อมาปี พ.ศ. 2543 ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลมีการชะลอโครงการด้านการลงทุน ซึ่งรวมทั้งการจัดตั้งวิทยาเขตสารสนเทศ จึงเป็นผลให้ยังไม่สามารถดำเนินการโครงการได้แล้วเสร็จตามแผนงานที่ได้รับอนุมัติไว้ แต่เพื่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของอุปกรณ์และระบบเครือข่ายฯ ที่รัฐบาลได้ลงทุนไป

แล้วนั้น ประกอบกับขณะนั้น มีการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะนำสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มาอยู่รวมกันสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมีนโยบายให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาสามารถเชื่อมต่อเพื่อใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์และระบบเครือข่ายฯ ร่วมกัน โดยการเชื่อมต่อจะเป็นการใช้งานเพื่อการศึกษาเท่านั้น



มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 

            คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 และคราวประชุมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2539 มีมติอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยดำเนินการโครงการขยายโอกาสอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค ดังนี้

• อนุมัติให้ ม / ส ของรัฐขยายวิทยาเขตไปยังส่วนภูมิภาค โดยจัดตั้งเป็นวิทยาเขตสารสนเทศจำนวน 31 จังหวัด สถาบันการศึกษาชั้นสูง 3 จังหวัด และขยายพื้นที่การสอนอีก 3 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 37 แห่ง
• อนุมัติให้พัฒนาโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) เชื่อมโยง ม / ส 24 แห่ง และวิทยาเขตสารสนเทศทุกแห่ง สำหรับจัดการศึกษาและระบบการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาออกไปยังส่วนภูมิภาคในจังหวัดต่างๆ ทั้งในส่วนระบบทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้และระบบการเรียนการสอนทางไกลแบบ 2 ทาง ผ่านระบบเครือข่าย เพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ของนักศึกษาในส่วนภูมิภาคและเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ในต่างจังหวัด
• อนุมัติให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อบริหารจัดการระบบเครือข่ายสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น

  ติดตามการดำเนินงานได้จาก
http://www.sp2.uni.net.th